Sirikul's profilesanzokung worldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 29

    โอซาก้า > นาระ 14 มิถุนายน

    ตอนที่ซื้อบัตรคันไซทรูพาสมา จะยังไม่มีวันที่เขียนบอกด้านหลัง พอเอาใส่ช่องเสียบบัตรทางเข้ารถไฟใต้ดิน จะมีวันที่แสดงที่แถบหลังตอนนั้น เป็นวันเริ่มใช้ จากสถานีไหน (ภาษาญี่ปุ่น อ่านไม่ออก)
     
    ไปถึงสถานีชินอิไมมิยะ ตอน 10 โมงนิดหน่อย แล้วก็คิดว่าจะเดินไปโรงแรมทางไหน กับป้ายญี่ปุ่นล้วนๆ เนี่ย
     
    คิดถึงคำพี่หยิ่น ว่าแผนที่มันจะบอกให้เลี้ยวขวา แต่เดินทางจริงต้องเลี้ยวซ้าย เลยเลี้ยวซ้ายตาม
     
    เดินข้ามถนนแล้วก็เจอว่า มันมีอีกประตูนึง ช้านทำไมไม่ลงประตูนี้ละนี่ (เหอๆๆ)
     
    แล้วก็เห็นตู้เป๊ปซี่สองตู้ กับ สองจุน (งึมๆๆๆ)
     
    เงยหน้ามองโรงแรมอยู่ไหน ก็ได้เห็นตึกโรงแรมอยู่ไวๆ เดินข้ามฝั่งไปหาเลย
     
    เจอละย่านโรงแรมราคาถูก เดินเลี้ยวขวาไป ป้ายมาแล้ว ไรซันคิตะ กับ ไรซันมินามิ
     
    ถ้าเป็นไรซันมินามิ จะเปิดมาทีหลัง มีชั้นเฉพาะผู้หญิง แต่ข้าพเจ้าจองไรซันคิตะ ได้ห้องชั้น 5 บนสุด ฝั่งตรงข้ามเป็นห้องคู่ ทางขวาทุกห้องมีแต่ผู้หญิง ทางซ้ายมีแต่ผู้ชาย
     
    ห้องน้ำรวมเปิดตอนเช้า 6 โมง ถึง 10 โมง ตอนเย็น บ่ายสี่ ถึง ห้าทุ่ม ผู้หญิงอยู่มินามิ ผู้ชายอยู่คิตะ ชาวเวอร์บริการ หกโมงเช้า ถึงเที่ยงคืน
     
    มีบริการไมโครเวฟ กับ กระติกน้ำร้อนให้ พร้อมแก้ว (อย่างดีใจ เอากาแฟซองมาจากไทยให้เพียบ)
     
    มีอินเตอร์เน็ทให้เล่น ถึงเที่ยงคืน ปิดตามเวลาฟอร์ท มีเครื่องขายของ
     
    ผ้าขนหนู กับแปรงสีฟัน มีให้ทุกวัน มาหยิบได้ที่ฟอร์น ในห้องมียูคาตะให้หนึ่งชุด กับรองเท้าแตะในห้อง
     
    ในห้องมีทีวีกับตู้เย็น นอนห้องเวสเทิร์น มีเบาะพร้อมหมอน โต๊ะญี่ปุ่น กับทิชชู่เช็ดหน้า มีปลั๊กไฟให้ หนึ่งช่องเสียบ กรุณาเอาที่แปลงหัวปลั๊กให้เป็นแบบหัวแบนไปด้วย เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่ปลั๊กหัวกลม
     
    ที่ชาร์จมือถือ กล้องถ่ายรูป กับเอ็มพีสาม กรุณาอ่านว่ารองรับไฟ 100 - 240 หรือไม่ ถ้ารองรับ คุณใช้ปลั๊กไฟญี่ปุ่นได้
     
    ที่ห้องมีแวร์เลสให้ แต่ไม่เร็ว ให้เร็วไปนั่งที่ฟอร์น จะเร็วมาก
     
    ไปถึงห้อง ก็นอนกลิ้งอย่างแรก แล้วก็ไปห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ชงกาแฟ เปิดทีวีดู มีช่องพยากรณ์อากาศแบบบอกเวลาด้วย ตื่นเต้น วันนี้ฝนไม่ตก ดีใจ อากาศไม่หนาว แต่ต่ำสุด 14 (คืออะไร)
     
    กินกาแฟ พร้อมขนม นอนกลิ้งแป๊บ เปลี่ยนเสื้อผ้าไปจอห์นนี่ช็อป แล้วไปนาระดีกว่า ตามแพลนวันแรกที่ตั้งไว้
     
    ลงซับเวย์สายมิโดซุยจิ สถานีโดบุตซึเอ็นมาเอะ ไปสถานีชินไซบาชิ ให้นั่งฝั่งที่เขียนลูกศรไปทางซ้าย
     
    จอห์นนี่ช็อป ลงที่สถานีชินไซบาชิ ทางออกที่แปด ตึกที่เป็นทางออกปูกระเบื้องสีขาว ออกมาถึง ให้เลี้ยวซ้าย ที่สอง ระหว่างตึกสีขาวสองตึก จะเจอร้านที่โคตรแห่งความไม่เด่น ตอนแรกไม่เห็นเดินผ่านไปหลายรอบ
     
    ไม่ต้องต่อแถว แต่คนเยอะ ผู้หญิงเพียบ 555 ร้านขายสินค้าที่ใช้ผู้ชายเป็นแบรนด์หนิ
     
    ซื้อของเสร็จก็ถ่ายรูปในร้าน ไม่เห็นจะห้ามอะไร แต่ทำไมมีคนบอกว่าห้ามถ่าย ไม่เข้าใจ
     
    แล้วก็นั่งรถกลับไปนัมบะ ย้อนกลับไปหนึ่งสถานีจากชินไซบาชิ ไปขึ้นรถสาย Kintetsu จะมีรถตรงไปนาระ
     
    นั่งไป หลับไป ก็มาถึงนาระตอนบ่ายแล้ว เดินไปซื้อขนมปัง แล้วเดินตามถนนไปนาระพาร์ค ไปหาที่นั่งกินกลางวัน โดยนั่งจ้องกวางว่าจะเดินมาหามั้ย
     
    กว้างเยอะจริงๆ
     
    แล้วชาวบ้าน ก็แต่งตัวแสนธรรมดา จังหวัดก็เงียบ ทำไมคนมันแนวนัก สงสัยต้องหาคุณแม่ให้เจอ จะได้ถามเลี้ยงลูกมาไงคะ ลูกชายเลยเปรี้ยวฮานัก
     
    ไปถ่ายรูปหน้าวัดฮอเรียวจิ เป็นมรดกโลก แล้วก็แบบปกอัลบั้ม คุณปลาอ้วน เล่นกล้องไปเรื่อย มุมสวยสุด อยู่ในลานจอดรถซะงั้น
     
    เดินไปคาสุกะไทชะ เพราะไกลสุด ไปถึงโคมหินเพียบ เงียบอีกต่างหาก เล่นกล้องต่อไป แล้วก็เดินกลับ ว่าจะไปวัดโทไดจิ กับ นันไดมง แต่ออกมาผิดทาง เจอพิพิธภัณฑ์ เออเลี้ยวผิด
     
    รีบเดินย้อนกลับไปเพราะจะไปวัดโทไดจิ ไปถึงตอนที่เค้าจะปิดในไม่กี่นาที แล้วก็โดนสั่งให้เก็บขาตั้งกล้อง -*-
     
    พระใหญ่ แสนจะน่าประทับใจ วัดเงียบ แต่มืดเพราะเค้าปิดประตูทิ้งไปละหลายบาน เหมือนจะบอก จะปิดแล้วๆ
     
    ออกมาคนขายของที่ระลึกเก็บร้านกันไปหมดละ ดีเลยวิวสวย นั่งถ่ายรูปเล่นริมน้ำไปเรื่อย
     
    ระหว่างนั้นก็มีเด็กทำรายงาน สัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่เราไม่โดน
     
    ข้อสันนิษฐาน 1. หน้าตาดูไม่ออกว่าเป็นคนต่างชาติ ดูกลมกลืน
     
    ข้อสันนิษฐาน 2. นอกจากจะดูกลมกลืน ยังถือถุงจอห์นนี่ ใครจะคิดว่าอีนี่ต่างชาติ สินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นยิ่งกว่าอะไร
     
    เดินกลับมาถึงสถานีหนึ่งทุ่ม แต่ฟ้าสว่างจ้า โทษเถอะ นึกว่าห้าโมงเย็นเมืองไทย ฟ้ายังใส
     
    นั่งรถกลับนัมบะ มาเดินเล่นในนัมบะ แค่เดินเล่นปาไปสองทุ่ม กะว่าจะไปโดทมโบริ ขึ้นมาถึง หนาว... 00
     
    ไอ้ 14 ในทีวี คืออุณหภูมิ เสื้อหนาวไม่เอามา ไงละ เดินหนาว ไปได้สามก้าว กลับๆ เดินไม่ไหวละ
     
    กลับมาโรงแรมตอนสามทุ่ม ออกผิดทางอีกต่างหาก ไปซื้อของที่ร้านร้อยเยน เป็น C1000 กับเบนโตะ แล้วข้ามม้าลายกลับ
     
    นิสัยคนโอซาก้า ทางมันว่าง ก็ข้ามละ ไฟมาเขียวตามหลังคนข้าม เสียงสัญญาณบอกทางข้ามเป็นเสียงนกร้อง
     
    กลับมาเอากุญแจ กลับห้อง ก็ไปอาบน้ำ ห้องอาบน้ำรวม อย่างฮาเหอะ ห้องน้ำไม่มีใครเลย มีเราอาบคนเดียว สบาย มีอ่างให้แช่ด้วย ไม่ต้องไปหาโรงอาบน้ำ
     
    (ไม่มีคำว่าอายแล้ว มาเที่ยวแล้วซึมซับวัฒนธรรมเต็มที่ อาบน้ำ เดินเร็ว แล้วก็การขึ้นบันไดเลื่อน กับการทิ้งขยะแยกประเภท)
     
    กลับเสร็จมาเปิดทีวี 11 องศา เออ ยิ่งกว่าหน้าหนาวเมืองไทยอีกนะนั่น
     
    เข้าโรงแรม นั่งรออยู่นานกว่าจะได้ออนเอ็ม พิมพ์ไทยไม่ได้
     
    น้องช้านไปไหนกันหมด
     
    ไปนอนแล้วก็ได้ หลังจากเช็คเมล์เสร็จ
     
    จบวันแรก พรุ่งนี้จะไปเกียวโต

    สนามบินสุวรรณภูมิ - สนามบินคันไซ

    ทำงานจนถึงประมาณหกโมงกว่า คนในออฟฟิศก็ไล่ให้กลับไปได้ละ เดี๋ยวตกเครื่องบิน

    นั่งรถเมล์กลับบ้านเหมือนปรกติมาก 40 ไปต่อ 57 แล้วก็เดินเข้าซอย เพราะคุยโทรศัพท์กับพี่รี่ไป

    กลับมาอาบน้ำ เก็บของ เอาเสื้อผ้าที่คิดว่าไม่ใส่ออก ลดน้ำหนักกระเป๋า แล้วก็กินข้าวเย็น

    เสร็จแล้วตอนจะไปขึ้นแอร์พอร์ทบัส ท่านแม่ก็ขับไปส่งให้ที่สีลม

    ยืนรอไปรอมา ก็ไม่มาสักที กลัวไปเช็คอิน แล้วก็ซื้อของไม่ทัน ก็มีแท๊กซี่คันนึงจอด โดยไม่ได้โบก

    เค้าเห็นกระเป๋า เลยรู้ว่าต้องเดินทาง บอกไปสนามบินสุวรรณภูมิ เค้าก็โอเค

    นั่งไปก็สบายใจ แท๊กซี่คุยเก่ง อัธยาศัยดี เห็นรถไฟฟ้าที่กำลังสร้างด้วย เมื่อไหร่จะเสร็จเนี่ยจะได้ใช้เดินทางมาได้ง่ายๆ

    พอแท๊กซี่มาจอดส่งให้ลง ก็เดินเข้าไปเช็คกระเป๋า

    กรุ๊ปทัวร์ของบริษัท... กำลังจะไป ยึดเคาน์เตอร์โหลดกระเป๋าไปซะสี่บูท เลยไปเช็คอีกฝั่งที่ทั้งแถวมีแต่คนญี่ปุ่น เจอพี่แอนอู และแอนโอพอดี สองคนนั้นโหลดเสร็จก่อน ไปคุยกับคุณชูที่พาครอบครัวมาส่ง พอโหลดกระเป๋าเสร็จ คุณชูถามว่าแฟนอาราชิหรอ อวยพรให้ด้วย กัมบัตเตะเนะ ^^

    เดินไปเอาโทรศัพท์พี่แอนกัน แล้วก็จดเบอร์ชั่วคราวพี่แอนในญี่ปุ่น แล้วก็แยกกันเพราะเกทมันคนละฝั่ง

    ซื้อน้ำหอมที่เค้าฝากซื้อ แล้วก็ฝากไว้เสร็จ รีบเดินไปขึ้นเครื่อง เพราะคิดว่าต้องตรวจกระเป๋านานแน่ๆ

    แล้วก็จริง เพราะต้องเอาขาตั้งกล้อง ร่ม กับพวกมือถือ แยกสแกน

    ก็บอกว่าไม่ต้องสแกน เปิดค้นเลยก็ได้ ดูผ่านกล้องแล้วจะเห็นชัดมั้ย เห็นไม่ชัดก็เอาไปค้นไป น่าเช็งตรงนี้แหละ โดนตรวจของไป 4 รอบ ต้องมานั่งจัดกระเป๋าใหม่อีก -*-

    ตอนเดินขึ้นเครื่องก็ข้องใจ ทำไมเดินลงไปชั้นล่างเลยละนั่น

    แล้วก็ต้องไปขึ้นชัตเตอร์บัส ไปขึ้นเครื่องที่จอดอยู่ในลาน ข้างๆ มีเครื่องของบางกอกแอร์เวย์ ที่กำลังจะไปฟุคุโอกะพอดี วันศุกร์เย็นๆ ไปญี่ปุ่นหลายไฟลท์

    ตั้งแต่ขึ้นชัตเตอร์บัส มาจนถึงขึ้นเครื่อง นอกจากพนักงานการบินไทย คนไทยไปไหนกันหมดละเนี่ย ??

    ดีที่ได้นั่งข้างคนไทยด้วยกัน พี่เค้าเป็นคนแขกอินเดีย แต่สวยมาก น่ารัก ^^

    แล้วอย่างเซ็งกับการบริการของไฟลท์นี้

    ขอโทษเหอะ แอร์ไชน่ายังบริการดีกว่า

    อะไรเนี่ย น้ำเทใส่แก้วสำเร็จ แล้วก็เอามาส่งให้ ไม่ค่อยมีให้เลือกด้วย

    ของว่างเอามาให้ก่อนอาหาร แล้วขอโทษเถอะใส่ตะกร้าหวาย แต่เอามือหยิบส่งให้

    เครื่องนี้ไฟลท์เต็มมากมาย คนนั่งทุกที่นั่ง

    ตอนเช้าประมาณตีสี่เอาอาหารมาเสิร์ฟให้ หยิบกระดาษใส่รูปอาหารมาส่งให้ เลือกเมนดิส

    ไม่มีการบอกว่าอาหารอื่นคืออะไร

    มีระหว่างบะหมี่หมู กับ ออมเล็ต

    เลยเลือกกินออมเล็ตเพราะถูกโฉลก หน้าตามันดีกว่าบะหมี่

    กินเสร็จบริการน้ำแบบน่าเซ็ง กาแฟก็ไม่มี ฮ่วย!! -*-

    พอกินเสร็จก็แจกกระดาษแบบฟอร์มเข้าเมืองอันใหม่

    เปลี่ยนแบบจากในหนังสือน้ำเที่ยวอีกแล้วงับ

    เลยกรอกไปคร่าวๆ ก่อนจะนั่งตีความว่าให้เขียนไฟลท์ไหนกันแน่ สรุปว่าเขียนแต่ไฟลท์ขาเข้าทั้งสองด้าน

    พอเครื่องแลนดิ้งๆ มองนอกหน้าต่างเห็นประเทศญี่ปุ่น น้ำตาปริ่ม

    มาถึงแล้วนะ ญี่ปุ่นจ๋า
     
    พอเดินลงจากเครื่องมาก็ต้องเดินไปขึ้นรถรางเข้าสนามบิน
     
    ด่านแรกเลย คือแบบสอบถามด้านสุขภาพ เดินมากรอก แต่ตอนนั้นมีคนเดินผ่านไปโดยไม่กรอกให้เพียบ คนไทยคนอื่นด้วย งง?? ทำไมไม่ต้อง
     
    แต่เห็นเจ้าหน้าที่นั่งดูเครื่องจับอุณหภูมิคนที่เดินผ่านตลอด เลยกรอกละกัน เป็นภูมิแพ้อากาศนี่ ตอนนี้หนาวนิด
     
    ต่อจากนั้นไปเดินต่อแถวผ่าน ตม. ไม่มีคนต่างชาติเลย นับคนได้เหอะๆ ไม่ถึงสิบคนเลย
     
    เจ้าหน้าที่ก็บอกให้กดนิ้วสแกน กับถ่ายรูป มือเป็นแผลเลยไม่ได้ติดพลาสเตอร์ยา เพราะต้องสแกน เลือดไหลซิบ
     
    เค้าก็ถามบอกนอนไหน ที่อยู่นี่คือโรงแรม มีโรงแรมนี้จริงหรอ เลยหยิบใบปรินท์จากเว็ปราคุเท็นให้ดู เค้าก็แปะสติกเกอร์ส่งให้เลย 
     
    อะไรกันนี่!!!!!!!! ทำไมไม่ถามอะไรหน่อยเลยละ แต่จริงๆ ไม่โดนถามนั่นแหละดีแล้ว
     
    ไปเอากระเป๋า อย่างน่ายินดี กระเป๋าออกมารอเป็นใบแรกของไฟลท์เลย ตื่นเต้นๆ
     
    เลยออกจากประตูเป็นคนแรกของไฟลท์ เจ้าหน้าที่ไม่ถามอะไรเลย ขอดูใบฝากกระเป๋าที่ติดอยู่ที่ e-ticket จบ เลขเดียวกัน
     
    ฝ่านประตูเข้ามาในสนามบินด้วยใจเบิกบาน เย้ มาถึงญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว
     
    ไปเอาซิมการ์ดเป็นอย่างแรก ก่อนจะเดินไปซื้อบัตร Kansai Thru Pass ไว้นั่งรถเข้าเมือง 3,800 เยนใช้ได้สองวัน นั่งรถใต้ดิน ได้เกือบหมดภูมิภาคคันไซ รถบัสเกือบทุกคันในคันไซ ที่มีที่ใส่การ์ด ถ้าไม่มีที่เสียบการ์ดนั่งไม่ได้นะคะ
     
    ก่อนจะขึ้นไปชั้นสี่ ฝั่งขาออก เพราะมีโปสเตอร์ AU ไซส์ใหญ่พิเศษ อย่างหล่อเถอะ แต่ทำไมไม่ใช่ไอบะ (555) ถ่ายรูปคู่โช คนมองกันเพียบ โอจังถ่ายยาก มุมไม่มี ถ้าไม่มีคนถ่ายให้ จะเกะกะชาวบ้านเค้ามาก เพราะไม่ได้ใช้ขาตั้ง แต่วางบนกระเป๋าแทน
     
    แล้วก็ไปเปลี่ยนเจอาร์เรียลพาส  เริ่มพรุ่งนี้ (คิดผิดจริงๆ น่าเริ่มวันอาทิตย์)
     
    แล้วก็ไปขึ้นสายนันไก ไปโรงแรมที่สถานีชินอิมามิยะ ขึ้นโลคอล เพราะรถออกก่อน ราพิทที่ยังทำความสะอาดอยู่ และอยากชมวิว
     
    สนามบินคันไซสร้างด้วยการถมทะเล อยู่ห่างไกลตัวเมืองมาก แต่ก็ทำให้ไม่เกิดปัญหามลภาวะทางเสียง
     
    จริงๆ สนามบินสุวรรณภูมิมันไม่ผิด แต่หมู่บ้านที่มาสร้างใกล้นั่นแหละ เข้ามาใกล้มาก
     
    ถ้าเมืองไทยตัดปัญหาโดยการสร้างสนามบินด้วยการถมทะเล ได้อย่างญี่ปุ่น หรือสิงค์โปร์ปัญหานี้คงไม่เกิด
     
    แต่ว่าเถอะสมัยก่อนหนองงูเห่า ก็ไกลสุดยอด คนดันย้ายตามความเจริญ
     
    แล้วถ้าสร้างรถไฟฟ้ามาจริง อย่างแรกมันจะมีลิฟท์ให้ใช้เหมือนกับสถานีรถไฟในญี่ปุ่นมั้ย ไม่ใช่มีแต่ปิดทิ้ง ขอโทษเถอะกระเป๋าใบใหญ่ แต่บันไดเลื่อนกว่าจะขึ้น ต้องปีนขึ้นไปอีก แล้วก็ไม่ค่อยจะมีบันไดเลื่อนลง มีแต่เลื่อนขึ้น เอาเข้าจริง มีรถไฟฟ้าเดินทางไปสุวรรณภูมิ หลักปฏิบัติจริง ก็ไม่น่าใช้ เพราะเดินทางดูยากลำบากกว่าการเรียกแท๊กซี อุปสรรคก็คือ กระเป๋าเดินทางมันเคลื่อนย้ายยาก สำหรับบันไดรถไฟฟ้า
     
    ข้าราชการไทยไปดูงานเมืองนอกอยู่เรื่อย แต่แค่ขั้นตอนการอำนวยความสะดวก ยังไม่มีการศึกษานำมาใช้
     
    นี่ประชาชนธรรมดาไปยังเห็นความแตกต่าง ว่าอะไรที่เมืองไทยขาดไป
     
    แต่ก็เหอะอะไรที่อำนวยความสะดวกได้ คนขี้เกียจมันก็แย่งใช้เหอะ
     
    ไม่ได้สนหรอกว่าคนที่เค้าต้องใช้จะลำบากแค่ไหน
     
    บ่นไปแบบนี้แล้ว...
     
    มีมารยาท แต่ไร้น้ำใจ กับไม่ค่อยมีมารยาท แต่น้ำใจงามนี่ อะไรดีกว่ากันน้า
    June 05

    เหลืออีกเก้าวันจะไปญี่ปุ่น

    จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้
     
    รู้แต่เมื่อได้ไป ก็ต้องไปในปี้นี้แล้ว
     
    จริงๆ คืออยากไปในอีก สามเดือนข้างหน้าด้วย
     
    อยากเจอคนที่อยากเจอ
     
    ครั้งนี้ไปเจอสุดที่รัก
     
    แต่เดือนเก้าอยากไปเจอรักที่สุด
     
    เป็นเด็กไม่ดีเลยจริงๆ
     
    เป็นคนไม่ดีเลยจริงๆ
     
    แต่ถ้าพยายามเพื่อให้ได้ไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเป็นเรื่องอนาคตแล้วกัน
     
    อีกเก้าวันเองจ้า ญี่ปุ่นจ๋า ป๋วยมาแล้ว